วัดพระธาตุประสิทธิ์

วัดพระธาตุประสิทธิ์

 พระธาตุประสิทธิ์

“พระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า จ.นครพนม”
พระธาตุประจำวันเกิดของผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี
ผู้ใดได้ไปนมัสการ จะได้รับอานิสงส์ให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน

 

ที่ตั้ง วัดธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม

 

พระธาตุประสิทธิ์

ประวัติ พระธาตุประสิทธิ์

เดิมเป็นเจดีย์เก่าแก่ ชำรุดทรุดโทรม มีเถาวัลย์ปกคลุม ภายในอุโมงค์มีพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ ผู้ค้นพบได้แก่ชนเผ่าญ้อ ซึ่งหนีภัยสมครามการรบพุ่ง ระหว่างอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์กับพม่าและอาณาจักรเชียงใหม่ในสมัยพระ เจ้าไชยเชษฐา เมื่อ พ.ศ. 2112 ได้พร้อมกันบูรณะครั้งแรกและให้นามว่า พระธาตุประสิทธิ์ ในปี พ.ศ. 2283 เจ้าผู้ครองนครศรีโคตรบูร พระนามว่า พระเจ้าขัติวงศาราชบูรณ์หลวง ได้บูรณะเสริมยอดสูงประมาณ 30 เมตร พ.ศ. 2436 พระเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมมาก จนยอดเจดีย์หักลงมาท่านพระประสิทธิ์ศึกษาธิการ เจ้าอาวาส ในขณะนั้นได้บูรณะซ่อมแซมพระเจดีย์ได้สวยงามยิ่งขึ้น

หลักฐาน พระธาตุประสิทธิ์ได้รับการบูรณะ โดยเลียนแบบพระธาตุพนม ลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยม กว้าง 7.52 เมตร มีประตูเปิด-ปิด 2 ด้าน พ.ศ. 2515 ได้นำบรมสารีริกธาตุ และอรหันต์ธาตุรวม 7 องค์มาบรรจุไว้ในองค์พระธาตุ พระธาตุประสิทธิ์มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ควรเคารพบูชาในวันขึ้น 10 ค่ำ ถึงวันที่ 15 ค่ำ เดือน 4 จะมีงานเทศกาลนมัสการพระธาตุประสิทธิ์ เป็นประจำทุกปี

Advertisements

หอสมุดแห่งชาติจังหวัดนครพนม

หอสมุดแห่งชาติจังหวัดนครพนม

เมื่อปีพุทธศักราช  2533  พลเอกมานะ  รัตนโกเศศ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
นครพนมและดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นให้การสนับ
สนุนที่จะจัดตั้งหอสมุดแห่งชาติสาขาขึ้นที่จังหวัดนครพนมเพื่อให้เป็นศูนย์รวมแห่ง
การเรียนรู้ที่จะเอื้อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าแก่นักเรียน  นักศึกษา   และประชาชน
ในจังหวัดนครพนม  และจังหวัดใกล้เคียงโดยการเข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งในโครงการ
ที่รัฐบาลจัดขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็น ราชสักการะเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา  5  รอบ
(12  สิงหาคม  2535) และได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า
“หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ิ์  พระบรมราชินีนาถ  นครพนม”
เนื่องจากไม่มีงบประมาณในการก่อสร้างอาคารใหม่  และอาคารศาลากลาง
จังหวัดนครพนมหลังเก่าถูกทิ้งไว้ โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์มาช้านาน  รัฐมนตรี
ว่าการกระทรงศึกษาธิการและจังหวัดนครพนมจึงเห็นสมควร ให้ดำเนินการ
ปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อใช้เป็นอาคารหอสมุดแห่งชาติฯ   และเปิดให้บริการเมื่อ
พุทธศักราช  2537  เป็นต้นมา  งบประมาณในการซ่อมแซมอาคารในระยะแรก
เป็นงบประมาณจาก โครงการอีสานเขียวจำนวน  7,973,000 บาท
โดยผูกพันงบประมาณไว้  2  ปี  ดังนี้
พ.ศ. 2534          ค่าปรับปรุงอาคาร                3,000,000             บาท
พ.ศ. 2535          ค่าปรับปรุงอาคาร                4,250,000             บาท
ค่าติดตั้งและเดินสายไฟ           723,000             บาท
พ.ศ. 2536          ได้รับงบประมาณ  1,936,000  บาท  เป็นค่าก่อสร้าง
โรงอาหารและห้องสุขาบริเวณด้านหลังอาคารหอสมุด
ซึ่งเป็นการก่อสร้างทดแทนโรงอาหารเดิมที่เป็นอาคารไม้
และชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับตัวอาคารหอสมุดฯ
ไม่มีห้องสุขา  จึงจำเป็นต้องจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก
เหล่านี้ไว้ด้วย
พ.ศ. 2537          ได้รับอนุมัติให้เกลี่ยอัตรากำลังจากหอสมุดแห่งชาติสาขาอื่น
รวม  6   ตำแหน่ง  ไปปฏิบัติหน้าที่หอสมุดฯ  นครพนม  และ
เริ่มเปิดบริการได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน  พ.ศ. 2537   เป็นต้นไป
พ.ศ. 2538          ฯพณฯ พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ  รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น  ได้มาเยี่ยมชมหอสมุดฯ                                                                                                                                       เพื่อจัดซื้อครุภัณฑ์และ โสตทัศนูปกรณ์
พ.ศ. 2549           ได้รับงบประมาณในการซ่อมหลังคาอาคารหอสมุด
จำนวน  2,400,000  บาท  ผู้รับจ้าง ประมูลได้  2,380,000  บาท
พ.ศ. 2550          ได้รับงบประมาณในการปรับปรุงอาคารทั้งหลัง  7,000,000  บาท

อาคารหอสมุดแห่งชาติฯ  นครพนม  หรือเดิมเป็นอาคารศาลากลางจังหวัดนครพนม
สร้างขึ้นในปี  พ.ศ. 2458  ในสมัยพระวิจิตรคุณสาร  (ต่อมาเป็นพระยาพนมนครานุรักษ์)
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมคนแรกและตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว รัชกาลที่  5  เป็นอาคาร  3  ชั้น   ขนาดกว้าง 12 เมตร  ยาว  36  เมตร  รวมพื้นที่
2,504  ตารางเมตร  มีลักษณะสถาปัตยกรรมผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทย
และยุโรป  สร้างด้วยอิฐฉาบปูน   พื้นและบันไดเป็นไม้  อาคารเดิมเป็นสีเหลือง
เมื่อมีการปรับปรุงครั้งแรกในปี  พ.ศ. 2534  ได้เปลี่ยนเป็นสีขาวทั้งหลัง  และในปี
พ.ศ. 2540  ได้เปลี่ยนสีอาคารเป็นสีเหลืองตามแบบอาคารเดิมจนถึงปัจจุบัน

วัดพระธาตุมหาชัย

วัดพระธาตุมหาชัย

อยู่ตำบลมหาชัย ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 39 กิโลเมตร ตามเส้นทางนครพนม-สกลนคร ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 2276 เข้าวัดอีก 1.8 กิโลเมตร ทางเข้าวัดเป็นถนนคอนกรีต องค์พระธาตุสูง 37 เมตร เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์สารีริกธาตุ ภายในพระอุโบสถนอกจากพระประธานคือ พระพุทธไชยสิทธิ์แล้วยังมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติสลักจากไม้ต้นสะเดาหวานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และภาพเขียนบนฝาผนังอุโบสถแสดงพุทธประวัติ มีลวดลายศิลปกรรมที่งดงามมากในภาคอีสาน

วัดพระธาตุมหาชัย นครพนม

พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่พระธาตุ มหาชัย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา และที่วัดนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) พระเกจิอาจารย์สายวิปัสนาที่สำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครพนมและชาวอีสานทั่วไป

พระธาตุมรุกขนคร

พระธาตุมรุกขนคร

 องค์พระธาตุมรุกขนคร ประดิษฐานที่วัดมรุกขนคร อ.ธาตุพนม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 40 กม. องค์พระธาตุก่ออิฐถือปูนเป็นผังสี่เหลี่ยม ลักษณะคล้ายพระธาตุพนม แต่เล็กกว่า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2536 พระมหาธาตุเจดีย์ สูง 50.9 เมตร ฐานกว้างด้านละ 20 เมตร สิ้นค้าก่อสร้าง 35,000,000 บาท ได้รับการอุปถัมภ์จากหม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการ และคุณหญิงแม่บุญศรีสนธยางกูล พร้อมด้วยศรัทธาญาติโยมจากทั่วสารทิศ พระธาตุสูง 50.9 เมตร มีความหมายว่าสร้างขึ้นเพื่อสิริราชสมบัติในหลวงทรงครองราชย์ ๕๐ ปี และ จุด ๙ นั้นหมายถึงราชกาลที่ ๙
สิ่งของบูชาพระธาตุ
ข้าวตอก น้ำอบ ข้าวเหนียวปิ้ง ดอกบัว ธูป 17 ดอก เทียน 2 เล่ม
คำนมัสการพระธาตุมรุกขนคร
นะวาหัง ปะระมะสารีริกธาตุโย มรุกขะนะคะระวะหะเย มหาธาตุเจติยัคเค ปติฏฐิตา สิระสา นะมามิ
พระธาตุมรุกขนคร เป็นพระธาตุบริวารของพระธาตุพนมองค์ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาพระธาตุบริวาร ทั้งเจ็ดองค์ สร้างมายังไม่ถึงยี่สิบปี ตั้งอยู่ที่บ้านดอนนางหงส์ท่า ต ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม วัดมรุกขนครที่ประดิษฐานพระธาตุองค์นี้มีอายุเกือบสามร้อยปีมาแล้ว สร้างโดยพระบรมราชาเจ้าแอวก่าน เจ้าเมืองมรุกขนคร วัดนี้เป็นวัดประจำเมืองที่มีความเจริญมากต่อมาจึงร้างไป ซากเดิมตั้งอยู่ที่โรงเรียนดอนนางหงส์สงเคราะห์ตรงข้ามที่ตั้งวัดเดิมใน ปัจจุบัน กั้นด้วยห้วยบังฮวกซึ่งเป็นห้วยที่ไหลมาจากแม่นำโขง หลังจากนั้นจึงได้ย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านโพธิ์ (บริเวณที่เป็นตัวเมืองนครพนมในปัจจุบัน)ประวัติเมืองมรุกขนคร
เมืองมรุกขนคร เดิมชื่อ เมืองศรีโคตรบูร ครั้งแรกตั้งอยู่ที่ปากห้วยหินบูร ฝั่งประเทศลาว ตรงกันข้ามอำเภอท่าอุเทน ครั้งที่สองย้ายมาตั้งที่ปากห้วยศรีมัง คือ เมืองท่าแขกในประเทศลาว พญานาครานุรักษ์ (คำสิงห์) ได้เปลี่ยนเป็นชื่อเมืองมรุกขนคร พระบรมราชา (กู่แก้ว) ผู้ครองเมืองรุกขนนคร ได้ย้ายจากเมืองท่าแขกมาตั้งที่ฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงปากห้วยบังฮวก เมื่อ พ.ศ. 2300 ได้สร้างวัดในเมือง 1 วัด ให้ชื่อวัดตามชื่อเมืองว่า “มรุกขนคร” เป็นวัดใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง เจริญรุ่งเรืองมากในอดีต ปัจจุบันเหลือแต่ฐานอุโบสถอยู่บริเวณโรงเรียนดอนนางหงส์สงเคราะห์ ทิศเหนือของห้วยบังฮวก เมื่อก่อนเป็นเขตพุทธาวาส ฝั่งทิศใต้เป็นเขตสังฆาวาส (เป็นที่ตั้งวัดมรุกขนครในปัจจุบัน ที่ดินของวัดจึงเหลือเพียงส่วนเดียว) ต่อมาก็มีการสร้างวัดรอบๆ ได้แก่

1. วัดดอนกอง (อยู่ระหว่างบ้านดอนกอง ต่อกับบ้านดงขวาง)
2. วัดดงขวางท่า (อยู่ริมถนนชยางกูรทิศตะวันตกเหนือสุดบ้านดงขวางท่า )
3. วัดขอนแก่น (อยู่ริมห้วยบังฮวกลึกเข้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)
4. วัดนาถ่อนท่า /ดอนศาลเจ้า (บ้านนาถ่อนท่าอยู่ริมถนนชยางกูรด้านทิศตะวันออก)

สถานที่ตั้งเมืองมรุกถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพังอยู่เรื่อย ๆ รวมทั้งเกิดโรคระบาด มีผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ในปี พ.ศ. 2320 จึงได้ย้ายตัวเมืองไปตั้งที่บ้านหนองจันทร์ ตำบล ท่าค้อแทนได้ปรากฏชื่อว่าบ้านเมืองเก่าจนถึงปัจจุบัน เหลือหลักฐานส่วนฐานของศาสนสถานรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐ ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 ทางโรงเรียนได้นำอิฐมาก่อล้อมซากอาคารอายุประมาณปลายสมัยอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของตำบล

ดนี้เป็นวัดที่สำคัญและเก่าแก่มากแห่งหนึ่งของนครพนม ตั้งแต่สมัยที่เป็นเมืองมรุกขนคร ส่วนพระธาตุเป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นในยุคหลัง แม้ว่าตามแผนที่พระธาตุองค์นี้อยู่ในเขตอำเภอธาตุพนม เหมือนๆ กับพระธาตุพนม แต่ด้วยระยะทางแล้ว พระธาตุมรุกขนครอยู่ใกล้กับพระธาตุเรณูมากกว่า ดังนั้นพระธาตุมรุกขนครจึงเป็นพระธาตุลำดับที่ 4 ตามแผนการเดินทางทริปไหว้ 8 พระธาตุประจำวันเกิด อ่านรายละเอียดของการเดินทางได้ใน ไหว้ 8 พระธาตุประจำวันเกิด การเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 212 เป็นถนนสายเลียบแม่น้ำโขงที่ผ่านหลายอำเภอในจังหวัดนครพนม จากพระธาตุพนม มีทางแยกเข้าพระธาตุเรณู จากนั้นก็มาพระธาตุมรุกขนคร ต่อจากนั้นยังไปถึงพระธาตุท่าอุเทน ได้อีกด้วย เมื่อเข้ามาในวัดจะเห็นอุโบสถอยู่ตรงหน้าทางเข้าวัด มีทางข้างโบสถ์ไปถึงสระน้ำ ขับมาถึงด้านหลังของโบสถก็จะเห็นพระธาตุมรุกขนคร ในกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประตู 4 ทิศ ที่สร้างอย่างสวยงาม
พระธาตุมรุกขนคร

พระธาตุมรุกขนครพระธาตุมรุกขนครพระธาตุมรุกขนคร